บทความ

หลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

06/08/2022
88545
 

Highlight


  • เนื้อหาสาระสำคัญของหลักนิติธรรม คืออะไร
  • หลักนิติธรรม (Rule of Law) และหลักนิติรัฐ (Legal State) มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ มาตรา  ๓  วรรคสอง  และมาตรา  ๗๘  (๖)
  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๕๗) มาตรา  ๓  วรรคสอง  มาตรา  ๒๑๗  มาตรา  ๒๑๙  วรรคหนึ่ง  มาตรา  ๒๒๐  วรรคหนึ่ง  มาตรา  ๒๒๘  วรรคหนึ่ง  และมาตรา  ๓๐๐  วรรคสอง  (๔)
·
       
หลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

นายอดิเทพ  อุยยะพัฒน์ 
ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี  สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ


                คำว่า  “หลักนิติธรรม”  นั้น  มาจากคำว่า  “The Rule of Law”  ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในระบบกฎหมายอังกฤษ  โดยในอังกฤษมีแนวความคิดที่ว่ามนุษย์ไม่ควรจะถูกปกครองโดยมนุษย์  แต่ควรจะต้อง
ถูกปกครองโดยกฎหมาย  ซึ่งปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนครั้งแรกในศตวรรษที่  ๑๗  ในหนังสือชื่อ 
The Common Wealth of Oceana  อันเป็นผลงานของเจมส์  แฮริงตัน  (James Harrington)  ซึ่งเป็นผู้ที่นิยมระบอบสาธารณรัฐอย่างแน่วแน่
                ต่อมา  นักกฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษที่มีบทบาทที่สุดคนหนึ่งในการช่วยพัฒนาหลักนิติธรรม 
ก็คือ  อัลเบิร์ต  เวนน์  ไดซีย์  (Albert Venn Dicey)  ตำราของเขาที่มีชื่อว่า  Introduction to the Study of the Law of Constitution  (พิมพ์ครั้งแรก  ค.ศ.  ๑๘๘๕)  ได้กลายเป็นตำรามาตรฐานและเป็นตำราที่
นักกฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษส่วนใหญ่ต้องอ้างอิงเมื่อจะต้องอธิบายความหมายของหลักนิติธรรม  ไดซีย์  เห็นว่า  หลักนิติธรรมจะต้องสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา และหลักนิติธรรมนั้นย่อมมีเนื้อหาสาระสำคัญ คือ
                ๑)  บุคคลทุกคนย่อมเสมอกันต่อหน้ากฎหมาย
                ๒)  บุคคลไม่ว่าจะในชนชั้นใดย่อมต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายปกติธรรมดาของแผ่นดิน
                ๓)  บรรดาศาลธรรมดาทั้งหลายจะเป็นผู้รักษาไว้ซึ่งกฎหมายดังกล่าว
                หากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พบว่า  อาจจำแนกออกเป็น  ๔  กรณี  ได้แก่  (๑)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  (๒)  รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๕๗  (๓)  ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ  ตามมาตรา  ๓๔  วรรคหนึ่ง  และมาตรา  ๓๖  วรรคหนึ่ง  และส่งให้คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ตามมาตรา  ๓๖  วรรคสาม  ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗)  และ (๔) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  โดยมีรายละเอียด  ดังนี้

                                (๑)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐
                                ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้  มีการกล่าวถึงคำว่า  “หลักนิติธรรม”  ไว้ใน  ๒  มาตรา  ได้แก่  มาตรา  ๓  วรรคสอง  และมาตรา  ๗๘  (๖)  ซึ่งมีรายละเอียด  ดังนี้

“มาตรา ๓  อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้
ฯลฯ                                        ฯลฯ
(๖) ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม
ฯลฯ                                        ฯลฯ”
                                อนึ่ง  สภาร่างรัฐธรรมนูญ  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐”  ในส่วนของคำอธิบายประกอบของรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๓  วรรคสอง  ว่า

                                “หลักนิติธรรม (Rule of Law) มาจากหลักกฎหมายของกลุ่มประเทศคอมมอนลอว์  (Common Law)  เป็นหลักที่จำกัดการใช้อำนาจของผู้ปกครองไม่ให้เกินขอบเขตโดยปกครองภายใต้กฎหมาย
                                หลักนิติรัฐ (Rechtstaat/Legal State) มาจากหลักกฎหมายของกลุ่มประเทศซิวิลลอว์  (Civil Law) มีความหมายกว้างครอบคลุมมากกว่าหลักนิติธรรม  ซึ่งมีหมายความรวมถึงหลัก  ดังต่อไปนี้
                                (๑) หลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจ  ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจรัฐ
                                (๒)  หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยบทบัญญัติของกฎหมาย
                                (๓)  หลักความชอบด้วยกฎหมายขององค์กรตุลาการและองค์กรฝ่ายปกครองในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด  หรือมีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
                                (๔)  หลักความชอบด้วยกฎหมาย  ในเนื้อหาของกฎหมายนั้นจะต้องมีความชอบด้วยในเนื้อหาที่มีหลักประกันความเป็นธรรมแก่ประชาชน
                                (๕)  หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
                                (๖)  หลักการไม่มีกฎหมาย  ไม่ความผิด  ซึ่งเป็นหลักในทางกฎหมายอาญา  (Nullum crimen nulla poena sine lege)
                                (๗)  หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญและ
                                หลักนิติธรรมกับหลักนิติรัฐมีความคลึงกัน  ๒  ประการ  คือ
                                (๑) ถ้าไม่มีกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะถ้าดำเนินการไปแล้วอาจกระทำสิทธิเสรีภาพของประชาชน
                                (๒) หลักที่ว่าเมื่อมีการกำหนดขอบเขตไว้เช่นใด ฝ่ายปกครองก็ใช้กฎหมายไปในขอบเขตนั้น  จะใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ได้”
                                ทั้งนี้  มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเกี่ยวกับ  “หลักนิติธรรม”  เช่น 
๑)  คำวินิจฉัยที่  ๕/๒๕๕๑  ๒)  คำวินิจฉัยที่  ๑๑/๒๕๕๑  ๓)  คำวินิจฉัยที่  ๕/๒๕๕๑  ๔)  คำวินิจฉัยที่ 
๑/๒๕๕๒๔  ๕)  คำวินิจฉัยที่  ๑๓/๒๕๕๒  ๖)  คำวินิจฉัยที่  ๑๘/๒๕๕๒  ๗)  คำวินิจฉัยที่  ๘/๒๕๕๓ 
๘)  คำวินิจฉัยที่  ๔-๒๑/๒๕๕๔  ๙)  คำวินิจฉัยที่  ๑๒/๒๕๕๕  ๑๐)  คำวินิจฉัยที่  ๒๔/๒๕๕๕ 
๑๑)  คำวินิจฉัยที่  ๒๘-๒๙/๒๕๕๕  ๑๒)  คำวินิจฉัยที่  ๓๐/๒๕๕๕  ๑๓)  คำวินิจฉัยที่  ๔/๒๕๕๖ 
๑๔)  คำวินิจฉัยที่  ๕/๒๕๕๖  ๑๕)  คำวินิจฉัยที่  ๑๐/๒๕๕๖  ๑๖)  คำวินิจฉัยที่  ๑๑/๒๕๕๖ 
๑๗)  คำวินิจฉัยที่  ๑๓/๒๕๕๖  ๑๘)  คำวินิจฉัยที่  ๑๕-๑๘/๒๕๕๖  ๑๙)  คำวินิจฉัยที่  ๑๔/๒๕๕๖ 
๒๐)  คำวินิจฉัยที่  ๑๙-๒๐/๒๕๕๖  ๒๑)  คำวินิจฉัยที่  ๑/๒๕๕๗  และ  ๒๒)  คำวินิจฉัยที่  ๙/๒๕๕๗

                                (๒)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๕๗
                                ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้  มีการกล่าวถึงคำว่า  “หลักนิติธรรม”  ไว้เพียง  ๑  มาตรา  ได้แก่  มาตรา  ๓๕  วรรคหนึ่ง  (๖)  ซึ่งมีรายละเอียด  ดังนี้  คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย
(๖) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ
                                ทั้งนี้  มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเกี่ยวกับ  “หลักนิติธรรม”  ปรากฏตาม
คำวินิจฉัยที่  ๓/๒๕๕๙

                                (๓)  ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ  ตามมาตรา  ๓๔  วรรคหนึ่ง  และมาตรา  ๓๖  วรรคหนึ่ง  และส่งให้คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ตามมาตรา  ๓๖  วรรคสาม  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๕๗)
                                ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้  มีการกล่าวถึงคำว่า  “หลักนิติธรรม”  ไว้ใน  ๖  มาตรา  ได้แก่  มาตรา  ๓  วรรคสอง  มาตรา  ๒๑๗  มาตรา  ๒๑๙  วรรคหนึ่ง  มาตรา  ๒๒๐  วรรคหนึ่ง  มาตรา  ๒๒๘  วรรคหนึ่ง  และมาตรา  ๓๐๐  วรรคสอง  (๔)  ซึ่งมีรายละเอียด  ดังนี้
                                - มาตรา ๓ วรรคสอง  “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
ภาค ๓ หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ
หมวด ๑ ศาลและกระบวนการยุติธรรม
ส่วนที่ ๑ บททั่วไป
                                - มาตรา ๒๑๗ หลักนิติธรรมอันเป็น รากฐานของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย อย่างน้อยมีหลักการพื้นฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้
                                (๑) ความสูงสุดของรัฐธรรมนูญและ กฎหมายเหนืออำเภอใจของบุคคล และการเคารพ รัฐธรรมนูญและกฎหมายทั้งโดยรัฐและประชาชน
                                (๒) การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค
                                (๓) การแบ่งแยกการใช้อำนาจ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการป้องกัน
การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

                                (๔) นิติกระบวน ซึ่งอย่างน้อยต้องไม่ บังคับใช้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายย้อนหลังเป็นโทษ ทางอาญาแก่บุคคล ให้บุคคลมีสิทธิในการปกป้อง ตนเองเมื่อสิทธิหรือเสรีภาพถูกกระทบ ไม่บังคับให้ บุคคลต้องให้ถ้อยคำซึ่งทำให้ต้องรับผิดทางอาญาไม่ทำให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีอาญาในการกระทำความผิดเดียวกันมากกว่าหนึ่งครั้ง และมีข้อกำหนด ให้สันนิษฐานว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมี
คำพิพากษาว่ากระทำผิด

                                (๕) ความเป็นอิสระของศาล และความ สุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการยุติธรรม

                                - มาตรา ๒๑๙ วรรคหนึ่ง  “การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม  ตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์”
                                - มาตรา ๒๒๐ วรรคหนึ่ง  “การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ต้องเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ปราศจากอคติทั้งปวง ตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมาย”
                                - มาตรา ๒๒๘ วรรคหนึ่ง  “องค์กรอัยการมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย”
                                - มาตรา ๓๐๐ การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในบททั่วไป ภาค ๑ พระมหากษัตริย์และ ประชาชน และการแก้ไขเพิ่มเติมหลักการพื้นฐานสำคัญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ และวิธีการตามมาตรา ๓๐๒
                                หลักการพื้นฐานสำคัญตามวรรคหนึ่ง หมายถึง
                                (๑) หลักประกันเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของพลเมืองในทางการเมือง
                                (๒) โครงสร้างของสถาบันการเมือง ซึ่งได้แก่การมีสองสภา องค์ประกอบของแต่ละสภา
การตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
                                (๓) กลไกเพื่อการรักษาวินัยการเงิน การคลัง และการงบประมาณ
                                (๔) สาระสำคัญของบทบัญญัติในภาค ๓ หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
                                (๕) สาระสำคัญของบทบัญญัติในภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง
                                (๖) หลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามบทสุดท้ายนี้
                                การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อขยายหรือเพิ่มสิทธิเสรีภาพหรือการมีส่วนร่วมของพลเมืองทางการเมือง หรือเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการของศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ไม่ถือ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหลักการพื้นฐานสำคัญตามมาตรานี้

                                (๔)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐
                                ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้  มีการกล่าวถึงคำว่า  “หลักนิติธรรม”  ไว้ใน  ๒  มาตรา  ได้แก่  มาตรา  ๓  วรรคสอง  และมาตรา  ๒๖  วรรคสอง  ซึ่งมีรายละเอียด  ดังนี้
อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข
ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม”
“มาตรา ๒๖  การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย
กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง”
                                อนึ่ง  คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐”  ในส่วนของคำอธิบายประกอบของรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  วรรคหนึ่ง  ว่า
                                “หลักนิติธรรม (Rule of Law) และหลักนิติรัฐ (Legal State) เป็นเรื่องที่นักวิชาการเห็นว่า มีความหมายใกล้เคียงกันมาก คือ เป็นหลักการที่อารยประเทศยึดถือเป็นหลักที่ถือกำเนิดเป็นครั้งแรกใน ประเทศอังกฤษซึ่งใช้กฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) สำหรับคำว่า นิติรัฐ (Legal State) เป็นหลักที่ เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law) ซึ่งนำโดยประเทศสหพันธรัฐเยอรมัน ซึ่งใช้คำ ในภาษาเยอรมันว่า เรซท์สตาด (Rechtsstaat) แต่ทั้งนิติธรรม (Rule of Law) และนิติรัฐ (Legal State)
ต่างใช้คติตรงกันว่า
                                หลักที่ ๑ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ เจ้าหน้าที่รัฐหรือฝ่ายปกครองไม่มีอำนาจกระทำการ
ใด ๆ ทั้งสิ้น
ซึ่งต่างจากเอกชน ถ้าเอกชนจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ถ้าไม่มีกฎหมายห้ามไว้ก็สามารถดำเนินการได้เสมอ การที่ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการใด ๆ หากไม่มีกฎหมายบัญญัติเพื่อป้องกันการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชนและแม้จะมีกฎหมายบัญญัติก็จะมีข้อกำหนดเงื่อนไขขอบเขตในการใช้อำนาจไว้ด้วย
                                หลักที่ ๒ คือ หลักที่ว่า เมื่อมีการกำหนดขอบเขตไว้เช่นใด รัฐหรือฝ่ายปกครองจะต้องใช้ กฎหมายไปในขอบเขตแห่งอำนาจนั้นโดยเคร่งครัดไม่สามารถใช้อำนาจเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิได้
                                ทั้งนี้  มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเกี่ยวกับ  “หลักนิติธรรม”  เช่น 
๑)  คำวินิจฉัยที่  ๑/๒๕๖๐  ๒)  คำวินิจฉัยที่  ๑/๒๕๖๑  ๓)  คำวินิจฉัยที่  ๔/๒๕๖๑  ๔)  คำวินิจฉัยที่ 
๖-๗/๒๕๖๑  ๕)  คำวินิจฉัยที่  ๘/๒๕๖๑  ๖)  คำวินิจฉัยที่  ๑/๒๕๖๒  ๗)  คำวินิจฉัยที่  ๔-๕/๒๕๖๒ 
๘)  คำวินิจฉัยที่  ๑๐/๒๕๖๒  ๙)  คำวินิจฉัยที่  ๒-๓/๒๕๖๓  ๑๐)  คำวินิจฉัยที่  ๑๖/๒๕๖๓ 
๑๑)  คำวินิจฉัยที่  ๓๐/๒๕๖๓  ๑๒)  คำวินิจฉัยที่  ๓๑-๓๒/๒๕๖๓  ๑๓)  คำวินิจฉัยที่  ๕/๒๕๖๔ 
๑๔)  คำวินิจฉัยที่  ๘/๒๕๖๔  ๑๕)  คำวินิจฉัยที่  ๙/๒๕๖๔  และ  ๑๖)  คำวินิจฉัยที่  ๑๐-๑๓/๒๕๖๔
   

More Information


  • อ่านบทความเต็มเรื่อง หลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  • ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
  • LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
  • เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
#ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
 
 
Back to top